บทอาลัย: แคลร์ ฮอลลิงเวิร์ธ ผู้สื่อข่าวสงครามหญิงในตำนาน สิ้นลมในวัย 105 ปี

ที่มาของภาพ, CLARE HOLLINGWORTH COLLECTION
แคลร์ ฮอลลิงเวิร์ธ คือผู้สื่อข่าวสงครามคนแรก ที่รายงานว่ากองทัพเยอรมันเตรียมรุกรานโปแลนด์ ซึ่งนำไปสู่การเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2
ฮอลลิงเวิร์ธ ไม่ใช่ผู้สื่อข่าวหญิงคนแรกที่รายงานข่าวสงคราม แต่ช่วงเวลานั้น บวกกับความรู้ด้านเทคนิค กลยุทธ และยุทธวิธีการหาข่าว เป็นสิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นกว่าคนอื่น จนกระทั่งบั้นปลายของชีวิต เธอยังเก็บหนังสือเดินทางไว้ที่หัวเตียง เตรียมพร้อมกรณีถูกเรียกไปทำข่าว
แคลร์ ฮอลลิงเวิร์ธ เกิดที่เมืองเลสเตอร์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 และใช้ชีวิตวัยเด็กในไร่ โดยช่วงที่ควรจะเป็นเวลาที่สวยงามของเธอ กลับต้องอยู่ภายใต้เงาของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง "ฉันยังจำได้ ตอนที่เครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมันบินผ่านไร่ของเรา เพื่อไปทิ้งระเบิดที่ลัฟบะระ" และวันต่อมาเธอก็ขี่ม้าเข้าไปดูความเสียหายที่เกิดขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความตั้งใจที่จะยึดอาชีพนักเขียนตั้งแต่เด็ก ทำให้แม่ของเธอไม่พอใจมาก นอกจากนี้ ฮอลลิงเวิร์ธยังเกลียดงานบ้าน แต่กลับสนใจการไปเที่ยวชมพื้นที่สู้รบซึ่งคุณพ่อเป็นคนจัดทัวร์ และเพื่อหลีกเลี่ยงการต้องเป็นภรรยาทำงานบ้านในต่างจังหวัด ในที่สุด ฮอลลิงเวิร์ธ ก็ไปรับงานเป็นเลขานุการที่สหภาพสันนิบาตแห่งชาติ (League of Nations Union) ก่อนที่จะศึกษาต่อในภาควิชาสลาฟศึกษา ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน และมหาวิทยาลัยซาเกร็บ
ชีวิตท่ามกลางความตึงเครียด
ในปีค.ศ. 1936 ฮอลลิงเวิร์ธ สมรสกับ แวนเดอเลอ โรบินสัน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่สหภาพสันนิบาตแห่งชาติ แต่จากนั้นไม่นานก็ไปช่วยแจกจ่ายความช่วยเหลือให้กับผู้ลี้ภัยในวอร์ซอ และในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1939 หลังจากที่เขียนบทความให้กับ เดอะ นิว สเตทส์แมน อยู่ในช่วงสั้น ๆ อาเธอร์ วิลสัน บรรณาธิการของ เดอะ เดลี่ เทเลกราฟ ก็ได้จับเธอเซ็นสัญญา เนื่องจากประทับใจกับประสบการณ์ในโปแลนด์ของเธอ

ที่มาของภาพ, CLARE HOLLINGWORTH COLLECTION
ช่วงนั้นกำลังมีความตึงเครียดที่ชายแดนโปแลนด์กับเยอรมนีพอดี แต่ฮอลลิงเวิร์ธก็ขับรถติดธงยูเนี่ยนแจ็คผ่านเขตหวงห้ามเข้าไปในเยอรมนี และระหว่างที่ขับกลับโปแลนด์ เธอก็บังเอิญไปเห็นกองทหารพร้อมรถถังและอาวุธ ที่วางกำลังหันหน้าไปทางชายแดนโปแลนด์ รายงานเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ใน เดอะ เดลี่ เทเลกราฟ ฉบับวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1939 เพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เธอได้เป็นผู้สื่อข่าวอาชีพ แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 20 เพราะหลังจากนั้น 3 วัน รถถังของกองทัพเยอรมนีก็เคลื่อนเข้าสู่โปแลนด์
กระโดดร่ม
การทำงานหนัก ทำให้ชีวิตคู่ของฮอลลิงเวิร์ธต้องจบลงในที่สุด แต่เธอก็ยังคงมุ่งมั่นใช้เวลาทำข่าวอยู่ในตุรกี กรีซ และกรุงไคโรของอียิปต์ ซึ่งตอนนั้น เธอถูก จอมพล เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี่ กีดกันเนื่องจากไม่ชอบเห็นผู้หญิงมารายงานข่าวในแนวหน้า โดยหลังจากยึดครองตรีโปลีได้เมื่อปี ค.ศ. 1943 เขาก็สั่งให้เธอเดินทางกลับไคโร ซึ่งเธอก็หันไปติดตามกองทหารของนายพลไอเซนเฮาร์ในแอลเจียร์ส์แทน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เธอยังแสดงความเป็นหญิงแกร่งให้เห็น จากการเรียนขับเครื่องบิน และกระโดดร่ม ส่วนในช่วงท้ายของสงคราม ฮอลลิงเวิร์ธ ได้รายงานจากดินแดนปาเลสไตน์ อิรัก และเปอร์เซียเป็นหลัก โดยเธอยังได้สัมภาษณ์พระเจ้าชาห์ในสมัยที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ
ชายคนที่สาม
หลังจากสงครามจบลง ฮอลลิงเวิร์ธ ย้ายไปทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ ดิ ออบเซิร์ฟเวอร์ และ ดิ อิโคโนมิสต์ และแต่งงานใหม่กับ เจฟฟรีย์ ฮอร์ ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวภาคตะวันออกกลางของ ไทมส์

ที่มาของภาพ, AFP
อีกรายงานสำคัญของฮอลลิงเวิร์ธ คือเมื่อ ค.ศ. 1963 ตอนที่เธอทำงานให้กับเดอะการ์เดี้ยน โดยขณะนั้นเธออยู่ที่กรุงเบรุต และพบว่า คิม ฟิลบี้ ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ ดิ ออบเซิร์ฟเวอร์หายไป โดยเธอรายงานว่าเป็นชายอังกฤษคนที่สามที่หันไปเป็นสายลับให้กับโซเวียต แต่บรรณาธิการไม่ยอมให้ตีพิมพ์เรื่องนี้ เพราะเกรงจะโดนฟ้องร้องว่ากลั่นแกล้ง ปรากฎว่าหลังจากนั้น 3 เดือน ทั้งหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน และ เดลี่ เอ็กซ์เพรส ตีพิพม์ข่าวดังกล่าว ว่า ฟิลบี้ ได้แปรพักตร์ไปอยู่กับสหภาพโซเวียตแล้ว
ได้รับการยกย่อง
งานสุดท้ายของ ฮอลลิงเวิร์ธ คือการเป็นผู้สื่อข่าวประจำกรุงปักกิ่งให้กับหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ และหลังจากที่เกษียณอายุงานใน ค.ศ. 1973 เธอย้ายไปอยู่ฮ่องกงและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนวาระสุดท้าย โดยเป็นขาประจำที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศซึ่งได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมอาชีพทุกคน
แม้ว่าจะสูญเสียการมองเห็นในช่วงหลัง ๆ แต่ แคลร์ ฮอลลิงเวิร์ธ ก็ยังคงเป็นนักข่าวตัวจริงของนักข่าวทุกคน เพราะเธอสนใจติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เมื่อถูกถามว่า ถ้าจะให้ไปทำข่าวอีกอยากไปที่ไหน เธอบอกว่าขออ่านหนังสือพิมพ์ก่อน จากนั้นก็ถามว่า "ที่ไหนไปแล้วอันตรายที่สุด นั่นแหละเป็นที่ที่มีเรื่องราวให้เขียนเสมอ"



























